องค์ประกอบของดนตรี - ระบบเสียงโทนาลิตี้ และ คีตลักษณ์(รูปแบบ)

ระบบเสียงโทนาลิตี้ (Tonality)



ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงซึ่งมีการจัดเป็นระบบ ที่เรียกว่า ระบบเสียง (Tonality) โทนาลิตี้ เป็นระบบการประสานเสียงที่มีโครงสร้างของโทนิค โดยปกติแล้วทำนองเพลงที่เราคุ้นหูกันอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นด้วยเสียงหลักที่เรียกว่าโทนิค(Tonic) แทบทั้งสิ้นเนื่องจากเพลงจะมีความรู้สึกว่าจบได้เมื่อการประสานเสียงจบลงที่คอร์ดที่สร้างขึ้นจากเสียงโทนิคหรือเสียงที่ 1 ของบันไดเสียง เช่น เพลงที่โทนิคเป็นเสียง โด (C) มักเรียกเพลง ๆ นั้นว่าอยู่ในบันไดเสียง ซี (C)


0000000.jpg



จากข้างต้นเราเรียกระบบเสียงที่ลงจบด้วยเสียงโทนิคว่า “Tonal Music” ลักษณะเช่นนี้พบมากในเพลงทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันหรือเพลงคลาสสิก เช่น คอนแชร์โต้ ,โซนาต้า ฯลฯ

000000.jpg




คีตลักษณ์ หรือรูปแบบ

คำว่า “คีตลักษณ์ หรือรูปแบบ” มีลักษณะและความสัมพันธ์กับ รูปร่าง, โครงสร้าง,หรือการจัดองค์กร นอกจากนี้รูปแบบยังเปรียบได้กับร่างกายของมนุษย์เราที่มีความสมดุลย์ทั้ง ร่างกาย หรือการจัดความเหมาะสมในการวาดภาพ ในดนตรีหมายถึงโครงสร้างที่เป็นแบบแผนในการประพันธ์เพลงมีลักษณะคล้าย กับการประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่บอกตำแหน่งของคำที่ต้องสัมผัสหรืออาจมีครุ –ลหุ เช่น บทหนึ่ง ๆ โดยทั่วไปพบว่ามีการกำหนดรูปแบบและการแบ่งสัดส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน มีการจัดจังหวะ หนัก – เบา, ประโยคเพลง (Phrase),ประโยค (Period),จุดพักเสียง (Cadence) และการจบ (ending) สิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเพื่อสร้างความรู้สึกที่สมดุลย์ให้แก่ ผู้ฟัง



1) ประโยคเพลง (Phrase) ในทางดนตรีถือเป็นหน่วยที่สั้นที่สุดของเพลงซึ่งมีความสมบูรณ์ในตัว

00000-1.jpg


2) ประโยคใหญ่ (Period) ประโยคที่ประกอบด้วย 2 ประโยคในลักษณะประโยคคำถาม-ประโยคคำตอบ

1212121212.jpg


3) การพักเสียงหรือจุดพักเสียง(Cadence) ในการอ่าน หรือ พูด ย่อมต้องมีที่พักเสียงเพื่อแยกประโยคนั้น ๆ ออกให้ชัดเจนสำหรับในทางดนตรีก็เช่นเดียวกัน เรียกว่า “การพักเสียง หรือจุดพักเสียง” (Cadence)

12121212.jpg



รูปแบบ (Musical Forms) แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1) รูปแบบสโตรฟิค (Strophic Form) เป็นลักษณะของเพลงร้องที่มีแนวทำนองเดียวตลอดแต่มีการเปลี่ยนเนื้อร้อง รูปแบบเป็น AAA หรือไม่ก็ร้องทำนองไม่ซ้ำเลยร้องไปเรื่อย ๆ รูปแบบเป็น ABCDE

121212.jpg

2) รูปแบบไบนารี (Binary Form) เป็นลักษณะของเพลงที่มี 2 ท่อน (two part form) รูปแบบเป็นการถามและตอบ ซ้ำไปมาอาจเป็นหลายเที่ยวก็ได้ เช่น A:B, AABB, ABAB

1212.jpg


3) รูปแบบเทร์นารี (Ternary Form) เป็นลักษณะของเพลงที่มี 3 ท่อน (tree part form) หรือทำนองหลัก 3 ลักษณะโดยมีส่วนกลางเป็นส่วนที่แตกต่างไปจากส่วนต้นและส่วนท้าย เช่น ABA, AABA รูปแบบเทร์นารีอาจเรียกเป็น “รูปแบบเพลง” (Song form) เพราะเพลงโดยทั่ว ๆ ไปมักมีโครงสร้างแบบนี้

12.jpg


4) รูปแบบธีมและแวริเอชั่น (Theme and Variations) เป็นรูปแบบที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ธีม (Theme) หรือทำนองหลัก และ แวริเอชั่น (Variations) หรือส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงจากทำนองหลัก เช่น A A1A2A3

21212121212121212121.jpg


5) รูปแบบรอนโด (Rondo form) เป็นลักษณะของการเน้นที่แนวทำนองหลักหรือเป็นลักษณะของเพลงที่มีบทดอกสร้อย กล่าวคือ แนวทำนองหลักทำนองแรกจะวนกลับมาอยู่ระหว่างแต่ละส่วนที่ต่างกัน รูปแบบเป็น ABACADA


212121212121212121.jpg


องค์ประกอบของดนตรี - เสียงประสาน




เสียงประสาน (Harmony)



เสียงประสาน




เมื่อนักร้องเพลงเพื่อชีวิตหรือดนตรีโฟล์คร้องเพลงร่วมกับการเล่นกีตาร์คลอไปด้วยตลอดทั้งเพลง การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการเพิ่มความลึก (depth) และ richness เข้าไปในทำนอง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “เสียงประสาน”
เสียงประสาน (Harmony) คือ องค์ประกอบของเสียงซึ่งทำให้เกิดความสมบูรณ์ ปกติทำนองเพลงเป็นการดำเนินทำนองเป็นเส้นขนานหรือแนวนอน สำหรับเสียงประสานเป็นการผสมผสานของเสียงมากกว่า 1 เสียงในแนวตั้ง การประสานเสียงเป็นองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนมากกว่าจังหวะ การประสานเสียงที่มีลักษณะของการเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน 2 เสียงเราเรียกว่า “ขั้นคู่” (intervals) แต่ถ้ามากกว่า 2 เสียงขึ้นไปเราเรียกว่า “คอร์ด” (Chords)



1. ขั้นคู่เสียง (Intervals) หมายถึงเสียง 2 เสียงที่เขียนเรียงกันในแนวตั้งและเปล่งออกมาพร้อม ๆ กัน การนับระยะห่างของเสียงเรียงตามลำดับขั้นของโน้ตในบันไดเสียง ขั้นคู่เสียงถือว่าเป็นเสียงประสานที่มีความสำคัญในการเขียนเพลง สำหรับในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงขั้นคู่เสียงเพียงเบื้องต้นเพื่อ ให้พอมองเห็นภาพของเสียงประสานเท่านั้น


0000000000000.jpg
00000000000.jpg




2. คอร์ด (Chords) หมายถึงกลุ่มเสียงตั้งแต่ 3 เสียงขึ้นไป เรียงกันในแนวตั้งและเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน คอร์ดมีมากมายหลายชนิดแล้วแต่ลักษณะการใช้นำไปใช้ในที่นี้จะขอกล่าวถึงคอร์ด 3 ชนิด ใหญ่ ๆ รวมถึงวิธีการสร้างคอร์ด (Chord Construction) ดังนี้

1) ตรัยแอ็ด (Triad) คือ คอร์ดที่ประกอบด้วยเสียง 3 เสียง โดยเกิดจากการนำโน้ตลำดับที่ 1st ,โน้ตลำดับที่ 3rd และโน้ตลำดับที่ 5th ของบันไดเสียงมาจัดเรียงกันในแนวตั้ง


0000000000.jpg


2) คอร์ดที่มี 4 เสียง (Seventh chords) หมายถึง คอร์ดตรัยแอ็ดที่เพิ่มโน้ตลำดับที่ 7th ต่อจากโน้ตลำดับที่ 5th ของบันไดเสียง เช่น

000000000.jpg


3) คอร์ดที่มี 5 เสียง (Ninth chords) หมายถึง คอร์ดตรัยแอ็ดที่เพิ่มโน้ตลำดับที่ 9th ต่อจากโน้ตลำดับที่ 7th และ โน้ตลำดับที่ 5th ของบันไดเสียง เช่น

00000000.jpg





องค์ประกอบของดนตรี - ทำนอง




ทำนอง (Melody)


โดยทั่วไปแล้วคนจำนวนมากเมื่อพูดถึงดนตรีก็มักนึกถึงทำนอง การร้องเพลงในห้องเรียน, การร้องเพลงในรถ, การร้องเพลงในค่ายพักแรม, หรือแม้กระทั่งการร้องเพลงในห้องน้ำ ฯลฯ สิ่งที่เราปฏิบัติข้างต้นที่กล่าวมาก็คือการทำ “ทำนอง” โดยปกติในการฟังเพลงทั่ว ๆ ไปสิ่งแรกที่เรามักจะจำได้ก็คือทำนองเพลง เนื่องจากทำนองเพลงเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการจำ บางคนไม่เคยจำชื่อเพลงได้เลย แต่สามารถจำทำนองเพลงนั้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าทำนองมีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษจึงทำให้เราจำทำนองได้


ทำนอง คือ เสียงที่เปล่งออกมาโดยมีความต่อเนื่องกันเป็นระบบ ทำนองเปรียบเหมือนรูปร่างของบทเพลง มีเสียงสูง, ต่ำ,สั้น,ยาว ประกอบกันเข้า โดยทั่วไปดนตรีประกอบด้วยทำนองซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ง่ายต่อการจำ องค์ประกอบของทำนองประกอบด้วย


0000000000000000.jpg




ความยาว (Length) ทำนองเพลงโดยทั่วไปมักประกอบด้วยทำนองทั้งสั้นและยาวส่วนที่สั้นที่สุดเรียกว่า “โมทีฟ” (Motive) (โน้ตที่อยู่ในวงกลม)

000000000000000.jpg




ช่วงกว้างของเสียง (Range) หมายถึง ช่วงห่างของเสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลงช่วงห่างของเสียงจะอยู่ช่วงใดของบทเพลงก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประพันธ์


00000000000000.jpg





องค์ประกอบของดนตรี - ตัวโน้ตดนตรีหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงดนตรี





ตัวโน้ตดนตรีหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงดนตรี (Music Notation)

          การอ่านโน้ตดนตรีหรือบทเพลงต่าง ๆ ก็เฉกเช่นเดียวกันกับการอ่านหนังสือโดยทั่วไป กล่าวคือผู้เรียนหรือผู้อ่านจะต้องจดจำสัญลักษณ์หรือพยัญชนะเบื้องต้นที่ใช้ แทนเสียง เช่น ก,ข,ค,……ฮ. หรือสระต่าง ๆ แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมารวมกันแล้วสะกดเป็นคำ ๆ จึงจะมีความหมาย ที่เราสามารถใช้เขียนเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ และเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
ในทางดนตรีก็เช่นกันความคิดของผู้ประพันธ์เพลง (Composer) ที่แต่งเพลงออกมาจะถูกบันทึกไว้ด้วยตัวโน้ตเพื่อให้นักดนตรีได้เล่นและถ่าย ทอดอารมณ์ออกมาให้ผู้ฟังได้โดยที่นักดนตรีผู้นั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ ตัวโน้ตที่ใช้บันทึกในลักษณะต่าง ๆ นั้นจะกลายเป็นโสตภาษาของผู้ฟัง


1 ตัวโน้ตดนตรี

เป็นระบบการบันทึกแทนเสียงดนตรีที่มีมา ตั้งศตวรรษที่11 โดย กีโด เดอ อเรซ์โซ (Guido d’ Arezzo, 995-1050) บาทหลวงชาวอิตาเลียน ต่อมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสมบูรณ์อย่างที่เราได้พบเห็นและ ใช้กันในปัจจุบัน ตัวโน้ตสามารถบอกหรือสื่อให้นักดนตรีทราบถึงความสั้น – ยาว, สูง – ต่ำ ของระดับเสียงได้ เราจึงควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของตัวโน้ตดนตรี (Music Notation) พอสังเขปดังนี้

0.jpg

00.jpg


สามารถอธิบายได้ว่า


โน้ตตัวกลม 1 ตัว ได้ตัวขาว 2 ตัว หรือได้ตัวดำ 4 ตัว

โน้ตตัวขาว 1 ตัว ได้ตัวดำ 2 ตัว

โน้ตตัวดำ 1 ตัว ได้ตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว

โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น 1 ตัว ได้ตัวเขบ็ตสองชั้น 2 ตัว





000.jpg

0000.jpg 00000.jpg



3. การที่จะกำหนดให้ตัวโน้ตหางชี้ขึ้นหรือลงให้ยึดเส้นที่ 3 ของบรรทัด 5 เส้น (Staff) เป็นหลัก กล่าวคือตัวโน้ตที่คาบอยู่เส้นที่ 3 และต่ำลงมาหางตัวโน้ตจะต้องชี้ขึ้น ส่วนโน้ตที่คาบอยู่เส้นที่ 3 หรือสูงขึ้นไปหางตัวโน้ตจะต้องชี้ลง สำหรับโน้ตที่คาบอยู่เส้นที่ 3 เองนั้นหางจะขึ้นหรือลงก็ได้ให้ยึดตัวโน้ตที่อยู่ภายในห้องหรือโน้ตที่อยู่ข้างเคียงเป็นหลัก ดังตัวอย่าง

1.jpg


11.jpg
ภาพแสดงการกำหนดหางและชายธง (stem&flag) ของตัวโน้ต






2 ตัวหยุด หรือเครื่องหมายพักเสียง (Rest)

การบรรเลงดนตรี หรือการร้องเพลง ในบทเพลงใดบทเพลงหนึ่งต้องมีบางตอนที่หยุดไปการหยุดนั้นอาจเป็น 4,3,2…จังหวะ หรืออาจมาก –น้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับผู้แต่ง การบันทึกตัวหยุดนั้นได้กำหนดเป็นสัญลักษณ์ เช่นเดียวกันตัวโน้ต ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “ตัวหยุด” (Rest) หมายถึง สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเงียบเสียงดนตรีหรือเสียงร้องแต่อัตราจังหวะยังคง ดำเนินไปตลอด ตัวหยุดจะถูกเขียนลงบนบรรทัด 5 เส้น เช่นเดียวกับตัวโน้ต มีลักษณะต่างกันดังนี้

111.jpg

1111.jpg





3 การเพิ่มอัตราจังหวะตัวโน้ตและตัวหยุด

โดยปกติอัตราจังหวะของตัวโน้ตมีค่าผันแปรตามเครื่องหมายกำหนดจังหวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ด้วยขีดจำกัดของอัตราจังหวะที่ถูกกำหนดโดยเครื่องหมายกำหนดจังหวะ จึงต้องมีวิธีการเพิ่มจังหวะให้กับตัวโน้ตและตัวหยุด เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัวโน้ตและตัวหยุด นอกจากนี้ยังเพิ่มสีสัน ของทำนองเพลงด้วย การเพิ่มอัตราจังหวะมีหลายวิธีดังนี้


2.jpg
หมายเหตุ : มีเครื่องหมายอีกลักษณะหนึ่งที่คล้ายกับการโยงเสียง คือเครื่องหมายสเลอ (Slur)เครื่องหมายสเลอเป็นเส้นโค้งมีไว้สำหรับเชื่อมกลุ่มตัวโน้ตที่ต่าง ระดับกันหรือคนละเสียงเพียงเพื่อต้องการให้เล่นโน้ตที่มีเครื่องหมายสเลอนี้ คล่อมอยู่ให้เสียงต่อเนื่องกัน

22.jpg



222.jpg


3) เครื่องหมายตาไก่ หรือ ศูนย์ (Fermata)

เป็นเครื่องหมายทางดนตรีที่มีลักษณะคล้ายตาไก่ คนไทยเราก็เลยนิยมเรียกง่าย ๆ ตามลักษณะที่เห็นว่า “ตาไก่” ใช้สำหรับเขียนกำกับตัวโน้ตตัวใดตัวหนึ่งที่ผู้แต่งต้องการให้ยืดเสียงออก ตามความพอใจ การเขียนเครื่องหมายตาไก่นิยมเขียนกำกับไว้ที่หัวตัวโน้ต และจะมีผลกับตัวโน้ตตัวนั้น ๆ ไม่ว่าตัวโน้ตลักษณะใดก็ตาม

0-0.jpg

4 ระดับเสียง (Pith)

ด้วยการบันทึกโน้ตทางดนตรีเราสามารถทำให้เราทราบถึงระดับเสียง (Pith) หรือความแตกต่างของเสียงที่แน่นอนได้ ในการบันทึกเสียงโดยใช้บรรทัด 5 เส้น (Staff) ซึ่งจะแสดงให้เห็นความสูงต่ำของเสียงชัดเจน โดยการวางตัวโน้ตต่าง ๆ ไว้บนบรรทัด 5 เส้น ซึ่งประกอบด้วย เส้น 5 เส้น 4 ช่อง ดังนี้

0-00.jpg

ภาพแสดงบรรทัด 5 เส้น (Staff)
จากบรรทัด 5 เส้น (Staff) ข้างต้นซึ่งหมายถึงเส้นตรง 5 เส้น ที่ลากขนานกันในแนวนอนเราสามารถจำแนกระดับเสียงสูง – ต่ำ ได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ดังนี้


0-000.jpg

จากข้างต้นเราจะเห็นว่ามีตัวโน้ตที่บันทึกอยู่บนบรรทัด 5 เสียงมีเพียง 11 ตัวโน้ตหรือ 11เสียงเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วผู้ประพันธ์เพลงหรือคีตกวีต่าง ๆ ได้เขียนเพลงซึ่งต้องมีระดับเสียงที่สูงหรือต่ำกว่าโน้ตทั้ง 11 ตัวดังกล่าวแน่นอน เพื่อให้การบันทึกเสียงตัวโน้ตดนตรีได้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประพันธ์ เพลงก็จึงได้มีการคิดวิธีการที่จะทำให้การบันทึกโน้ตได้มากขึ้นจึงใช้ “เส้นน้อย” (ledger line) มาบันทึกโดยวิธีการขีดเส้นตรงทับตัวโน้ตและให้ตัวโน้ตอยู่ระหว่างช่องจึงทำ ให้เสียงนั้นสูง – ต่ำได้ตามต้องการ





4 เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidentals)

เป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีที่ใช้เขียนกำกับหน้าตัวโน้ตหรือหลังกุญแจประจำหลักเมื่อต้องการแปลงเสียงให้สูงขึ้น ต่ำลง หรือกลับมาเป็นเสียงปกติเหมือนเดิม เครื่องหมายแปลงเสียงประกอบด้วย 5 ชนิด คือ


0-0000.jpg
00-0.jpg
00-00.jpg
00-000.jpg
00-0000.jpg

หมายเหตุ

1.การเขียนเครื่องหมายแปลงเสียงทั้ง 5 ชนิดนี้ ต้องเขียนกำกับไว้หน้าและตำแหน่ง เดียวกันกับตัวโน้ต เช่น ตัวโน้ตคาบอยู่บนเส้นที่2 เครื่องหมายแปลงเสียงต้องอยู่หน้าตัวโน้ตบนเส้นที่ 2 เช่นกัน
3. เครื่องหมายแปลงเสียงมีผลบังคับตัวโน้ตนั้น ๆ ภายใน 1 ห้องเพลงเท่านั้นยกเว้น เขียนกำกับไว้หลังกุญแจประจำหลัก





5 กุญแจประจำหลัก (Clef)

กุญแจประจำหลัก (Clef) ถือว่าเป็นเครื่องหมายทางดนตรีที่สำคัญ เพื่อใช้ในการกำหนดหรือบงชี้ว่าตัวโน้ตแต่ละตัวมีชื่อเรียกว่าอย่างไร ในหนังสือเล่มนี้จะขอกล่าวถึงกุญแจประจำหลักที่สำคัญเพียง 2 กุญแจเท่านั้น คือ กุญแจประจำหลัก G (G Clef) และกุญแจประจำหลัก F (F Clef) ซึ่งทั้ง 2 กุญแจ มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปรากฎให้เห็นและใช้กันจนถึงปัจจุบัน ทั้ง 2 กุญแจนี้มักเรียกกันสั้น ๆ จนติดปากว่า กุญแจซอล และกุญแจฟา


1) กุญแจซอล
เป็นเครื่องหมายประจำหลักที่ใช้กันมากสำหรับบันทึกระดับเสียงของเครื่องดนตรีหรือเสียงร้องที่มีระดับกลางถึงสูง ภาษาอังกฤษเรียก “จี เคลฟ”(G Clef) หรือ “เทร็บเบิ้ล เครฟ” (Treble Clef) โดยทั่วไปเรียกว่า “กุญแจซอล” ในการเขียนกุญแจซอลบันทึกโดยหัวกุญแจให้คาบเส้นที่ 2 ของบรรทัด 5 เส้น โน้ตทุกตัวที่คาบอยู่บนเส้นที่ 2 ของบรรทัด 5 เส้น จะมีเสียงเดียวกับชื่อกุญแจคือ “ซอล” ดังตัวอย่าง

000-0.jpg

โดยปกติแล้วในทางดนตรีได้มีนักปราชญ์ทางดนตรีได้กำหนดชื่อเรียก ระดับเสียงตัวโน้ตและได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยจัดเรียงจากระดับเสียงต่ำไปหาสูง 7 เสียงดังนี้ C D E F G A B C ไม่ว่าระดับเสียงจะสูงหรือต่ำก็คงมีชื่อกำกับเพียง 7 เสียงหลัก ๆ เท่านั้น เพียงแต่การบันทึกโน้ตลงบนบรรทัด 5 เส้น เสียงที่เรียกชื่อเหมือนกัน แต่ระดับเสียงต่างกันเรียกว่ามีระยะขั้นคู่แปดระดับเสียงที่ต่างกันเราเรียก ว่า “อ๊อคเทฟ” (Octave)


2) กุญแจฟา
เป็นเครื่องหมายประจำหลักที่ใช้กันมากสำหรับบันทึกระดับเสียงของเครื่องดนตรีหรือเสียงร้องที่มีระดับต่ำ ภาษาอังกฤษเรียก “เอฟ เคลฟ”(F Clef) หรือ “เบส เครฟ” (Bass Clef) โดยทั่ว ๆ ไปมักเรียกว่า “กุญแจฟา” ในการเขียนกุญแจฟาเขียนโดยหัวกุญแจให้คาบเส้นที่ 4 ของบรรทัด 5เส้น โน้ตทุกตัวที่คาบอยู่บนเส้นที่ 4 ของบรรทัด 5 เส้น จะมีเสียงเดียวกับชื่อกุญแจคือ “ฟา” ดังตัวอย่าง

000-00.jpg









องค์ประกอบของดนตรี - จังหวะ




จังหวะ (Rhythm)



จังหวะ (Rhythm) เป็นพื้นฐานในชีวิตของมนุษย์ เราจะพบกับจังหวะได้ในทุก ๆ วัฎจักร นับตั้งแต่การเกิดกลางคืน - กลางวัน, การมีฤดูกาลทั้ง 4 ฤดู, การขึ้น – ลงของน้ำ, การหายใจ, การเต้นของหัวใจ, การเดิน หรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตของคนบางครั้งเราจะพบว่าบางช่วงชีวิตดำเนินไป ด้วยความราบรื่นอยู่ ๆ จังหวะดีก็อาจถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เป็นเศรษฐีภายในช่วงข้ามวัน แต่บางครั้งก็มีสะดุดไปบ้างจากคนที่มีเงินทองมากมายก็อาจจนลงได้ภายในไม่ ข้ามคืนก็เป็นไปได้ ทั้งหมดที่กล่าวมาก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับจังหวะ ทั้งสิ้น
ในทางดนตรีแล้วจังหวะหมายถึง การเคลื่อนที่ของแนวทำนองหรือเสียงในช่วงเวลาหนึ่ง โดยปกติจังหวะประกอบด้วย


จังหวะหนัก (Strong beat) หมายถึงจังหวะที่หนักกว่าจังหวะอื่น ๆ ภายในห้องเพลงเดียวกันมีหลายกลุ่ม เช่น

กลุ่ม 2 จังหวะ (Duple Meter) คือ จังหวะหนักอยู่ที่จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 เป็นจังหวะเบา


msa5.jpg


กลุ่ม 3 จังหวะ (Triple Meter) คือจังหวะหนักอยู่ที่จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2,3 เป็นจังหวะเบา


msa6.jpg


กลุ่ม 4 จังหวะ (Quadruple Meter) คือจังหวะหนักอยู่ที่จังหวะที่ 1 และ3 จังหวะที่ 2และ 4 เป็นจังหวะเบา


msa7.jpg




จังหวะทำนอง (Duration) หมายถึงความสั้นยาวของเสียงทุกเสียงในทำนองเพลง


1 เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time Signature)

ดนตรีเป็นโสตศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับเสียงและเวลาเวลาในทางดนตรีถูก กำหนดโดยใช้เครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นตัวเลขคล้ายกับเลขเศษส่วน แต่ไม่มีเส้นตรงขีดระหว่างตัวเลขบนและล่าง


msa8.jpg


ตัวเลขตัวบน ใช้บอกจำนวนตัวโน้ต หรือจังหวะภายในแต่ละห้อง เช่น


เลข 2 หมายถึง มีตัวโน้ตได้ 2 ตัว

เลข 3 หมายถึง มีตัวโน้ตได้ 3 ตัว

เลข 4 หมายถึง มีตัวโน้ตได้ 4 ตัว

เลข 6 หมายถึง มีตัวโน้ตได้ 6 ตัว




ตัวเลขตัวล่าง ใช้บอกลักษณะตัวโน้ตที่ใช้เป็นเกณฑ์


เลข 2 ใช้แทนโน้ต ตัวขาว

เลข 4 ใช้แทนโน้ต ตัวดำ

เลข 8 ใช้แทนโน้ต ตัวเขบ็ต 1 ชั้น

เลข 16 ใช้แทนโน้ต ตัวเขบ็ต 2 ชั้น




msa9.jpg


โดยทั่วไปในทางดนตรีสามารถจำแนกอัตราจังหวะได้ 2 ประเภทคือ อัตราจังหวะธรรมดา (Simple Time Signatures) และอัตราจังหวะผสม (Compound Time Signatures)


msa11.jpg


msa12.jpg

จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า เครื่องหมายกำหนดจังหวะ สี่ – สี่ หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่องหมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวดำ (เลข 4 ตัวล่าง) ได้จำนวน 4 ตัว (เลข 4 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 4 จังหวะ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 4 จังหวะ


msa13.jpg

จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า เครื่องหมายกำหนดจังหวะ สาม – สี่ หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่องหมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวดำ (เลข 4 ตัวล่าง) ได้จำนวน 3 ตัว (เลข 3 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 3 จังหวะ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 จังหวะ



msa14.jpg

จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า เครื่องหมายกำหนดจังหวะ สาม – แปด หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่อง หมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น (เลข 8 ตัวล่าง) ได้จำนวน 3 ตัว (เลข 3 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 3 จังหวะ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้อง ไม่เกิน 3 จังหวะ



msa15.jpg


msa16.jpg


จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า เครื่องหมายกำหนดจังหวะ หก – สี่ หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่องหมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวดำ (เลข 4 ตัวล่าง) ได้จำนวน 6 ตัว (เลข 6 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 2 จังหวะ เนื่องจากเป็นอัตราจังหวะผสม โน้ตตัวดำ 3 ตัวให้นับ 1 จังหวะ หรือ 1 เคาะในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 6 จังหวะ (อัตราตัวโน้ตปกติ)


msa17.jpg

จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า “เครื่องหมายกำหนดจังหวะ หก – แปด” หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่อง หมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น (เลข 8 ตัวล่าง) ได้จำนวน 6 ตัว (เลข 6 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 2 จังหวะ เนื่องจากเป็นอัตราจังหวะผสม โน้ตเขบ็ต 1 ชั้น 3 ตัวให้นับ 1 จังหวะ หรือ 1 เคาะในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้อง ไม่เกิน 3 จังหวะ (อัตราตัวโน้ตปกติ)


msa18.jpg

จากตัวอย่างข้างต้น อ่านว่า “เครื่องหมายกำหนดจังหวะ เก้า – แปด” หมายความว่าภายในหนึ่งห้องเพลงที่กำหนดด้วยเครื่อง หมายกำหนดจังหวะนี้ประกอบด้วยตัวโน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น (เลข 8 ตัวล่าง) ได้จำนวน 9 ตัว (เลข 9 ตัวบน) ในการปฏิบัติให้ถือว่า 1 ห้อง มี 3 จังหวะ เนื่องจากเป็นอัตราจังหวะผสม โน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น 3 ตัวให้นับ 1 จังหวะ หรือ 1 เคาะในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ภายหนึ่งห้องจะประกอบด้วยตัวโน้ตหรือตัวหยุดชนิดใดก็ได้แต่รวมกันแล้วต้อง ไม่เกิน4? จังหวะ (อัตราตัวโน้ตปกติ)



2 ความเร็วจังหวะ (Tempo) หมายถึง ความเร็วของบทเพลงต่าง ๆ ที่อัตราความช้าเร็วต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ประพันธ์เพลงผู้กำหนด ว่าจะให้มีความช้า – เร็ว เท่าไร อาจมีจังหวะเร็ว ปานกลาง หรือช้าก็ได้ แต่ต้องเคาะจังหวะให้ช่องของจังหวะห่างเท่ากันเสมอ ในทางปฏิบัตินั้นการกำหนดความช้า – เร็ว ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันจึงมีผู้ประดิษฐ์เครื่องมือที่ใช้เคาะจังหวะขึ้นมา เรียกว่า “เมโทรโนม” (Metronome) เพื่อให้ใช้ยึดว่าความช้า – เร็ว เท่าใดควรจะเคาะอย่างไรโดยการกำหนดเป็นคำศัพท์ทางดนตรีดังนี้เช่น


a1.jpg


a2.jpg

เมโทรโนม(Metronome) คือ เครื่องกำหนดจังหวะโดยใช้การบอกว่าใน 1 นาที จะมีจังหวะตบกี่ครั้ง เช่น adagio มีความเร็ว 70 ครั้งต่อนาที เป็นต้น





3. จังหวะตบหรือจังหวะเคาะ (Beat) หมายถึง การเคาะหรือนับจังหวะอย่างสม่ำเสมอที่ปรากฏในบทเพลง เป็นจังหวะธรรมดาที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ คล้ายกับจังหวะการเต้นของหัวใจ (Pulse) ความช้า – เร็วนั้นขึ้นอยู่การกำหนดของผู้แต่ง หรือผู้ประพันธ์ (Composer)


a3.jpg



4.อัตราจังหวะ (Meter) หมายถึง การจัดกลุ่มของจังหวะตบหรือการจัดกลุ่มการเคาะ และการเน้นจังหวะเคาะอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติจังหวะที่ 1 จัดเป็นจังหวะที่หนักที่สุดเช่น

กลุ่มจังหวะธรรมดา

a4.jpg


กลุ่มจังหวะผสม

a5.jpg







♪แนะนำการแสดง♪

musicapp271

Author:musicapp271
"Music Appreciation"
คือความรู้สึกซาบซึ้ง ความนิยมชมชอบ
ของดนตรี ซึ่ง BLOG แห่งนี้จะนำข้อมูลเนื้อหา
ทางดนตรีมานำเสนอให้ทุกคนได้รับชม รับอ่าน
หรือสามารถนำเนื้อหาไปใช้ต่อยอดได้
หากที่แห่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่ท่าน
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

♪อัพเดตการแสดง♪
♪ประเภทของการแสดง♪
♪รับฟังทุกเสียงวิจารณ์♪
ค้นหารอบการแสดง彡☆
♡จำนวนผู้เข้าชม彡☆
♪ความขยันของนักแสดง♪
♪(ノ´∀`*)ノ
☆⌒Sing a song